วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่ 7



แบบฝึกหัดบทที่ 7

1. จงยกตัวอย่างกิจกรรมทางการตลาดที่สัมพันธ์กับการส่งมอบคุณค่าเพื่อลูกค้า
              ตอบ   ตัวอย่าง เช่น  การบริการลูกค้า  การสร้างคุณค่าของตราสินค้าให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีในตราสินค้าของเรา

2.การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ทางการตลาดเป็นการส่งเสริมองค์ประกอบใดทางการตลาด
             ตอบ    เป็น การส่งเสริมด้านการโฆษณา การสนับสนุนลูกค้าหรือการทดสอบผลิตภัณฑ์ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าบน เว็บโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วน บุคคล ณ ที่บ้านหรือสำนักงานก็ได้

3.ท่านคิดว่าธุรกิจควรทำอย่างไรจึงจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้
            ตอบ    1. ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ
                        2. มีการประชาสัมพันธ์หรือการติดต่อกับลูกค้าเป็นประจำ
       3. สร้างแบรนสินค้าให้เป็นที่รู้จักและลูกค้ามีความจงรักภักดี
                      4. มีการบริการหลังการขายอยู่เสมอ

4.จงอธิบายแนวทางการใช้สารสนเทศทางการตลาดสำหรับการเลือกคุณค่า การจัดหาคุณค่า และการสื่อสารคุณค่า
           ตอบ    แนวทางการใช้สารสนเทศทางการตลาดในการเลือกคุณค่า คือ องค์กรจะต้องทำการวิเคระห์ เพื่อทำความเข้าใจในความจำเป็นและความต้องการของลูกค้า  และทำการแบ่งส่วนตลาด เพื่อการกำหนดถึงตลาดเป้าหมาย และการวางตำแหน่งทางการตลาดในการสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีความ แตกต่างจากคู่แข่งขันอยู่เสมอ
                  ในส่วนของการจัดหาคุณค่า  องค์การจะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาส่วนประสมการตลาดในส่วนของ ผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือก ซื้อสินค้า
                    การสื่อสารคุณค่า  องค์การจะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาดการสื่อสารถึงข้อดี ของสินค้าตลอดจนทำการชักชวนให้ลูกค้าในตลาดเป้าหมายซื้อผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างรูปแบบต่างๆ เช่น การโฆษณา การขายโดยบุคคล เป็นต้น

5. กระบวนการธุรกิจของระบบสารสนเทศทางการขายจะต้องมีการเชื่อมโยงด้านข้อมูลของระบบใดไว้ด้วยกันบ้าง
         ตอบ    ระบบ สารสนเทศทางการผลิตในส่วนของข้อมูลสินค้าคงคลังและข้อมูลอื่นๆทางการผลิต ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ในส่วนประวัติการซื้อและการชำระเงินของลูกค้า ระบบโลจิสติกส์ในส่วนการรับสินค้าขาเข้าและการส่งออกขาออก

6.จงอธิบายวัตถุประสงค์ของการใช้โปรแกรมการจัดการลูกค้าสัมพันธ์
           ตอบ    วัตถุประสงค์หลัก  คือ การเพิ่มรายได้ให้กับองค์การ การสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า  และช่วยสร้างข้อเสนอที่ดีสำหรับลูกค้าแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่ม  รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพทางด้านงานบริการ

7.ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ที่ดี ควรจะมีการเชื่อมโยงเข้ากับระบบงานใดเพื่อเป็นการขยายขีดความสามารถของระบบให้สูงขึ้น  เพราะเหตุใด    
          ตอบ    โปรแกรม จัดการลูกค้าสัมพันธ์ โปรแกรมวางแผนทรัพยากรองค์การ ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์บนเว็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการงานด้านการพบปะลูกค้าและความสามารถด้าน การเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้า การแนะนำสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าเป็นต้น
  
 8.ระบบวิจัยการตลาดจะช่วยสนับสนุนด้านข้อมูลแก่ระบบงานใดบ้าง จงอธิบาย
            ตอบ    การกำหนดราคา  การพัฒนาผลิตภัณฑ์  ช่องทางการจัดจำหน่าย  และการสื่อสารการตลาด

9.จงยกตัวอย่างนวัตกรรมด้านร้านค้าปลีกที่ท่านพบเห็นในประเทศไทย
            ตอบ   เซ่เว่น  บิ๊กซี  โลตัน อื่นๆ
  
10. ตัวแบบการตัดสินใจทางการตลาดจะเกี่ยวข้องกับระบบสนับสนุนตัดสินใจอย่างไร
           ตอบ    เนื่อง จากตัวแบบการตัดสินใจทางการตลาดและระบบสนับสนุนทางการตลาดนั้นมีการเชื่อม โยงกันในด้านการเก็บข้อมูล การวางระบบ โดยการประสานกันของเครื่องมือทางสถิติ เพื่อช่วยให้องค์การสามารถเก็บรวบรวมและแปลความหมายของสารสนเทศทางการตลาด เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานของการดำเนินด้านการตลาดต่อไป

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สรุปบทที่ 7


บทที่ 7
ระบบสารสนเทศทางการตลาด
แนวคิดและความหมาย
                Laudon and Laudon ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการตลาด หมายถึง ระบบที่ใช้สนับสนุนกิจกรรมของหน้าที่งานด้านการขายและการตลาด เช่น กระระบุถึงความจำเป็นและความต้องการของลูกค้า การวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสนองตอบความจำเป็นและความต้องการนั้น อีกทั้งยังมีการนำระบบสารสนเทศด้านการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) มาใช้เพื่อการติดต่อประสานงานที่ดีกับลูกค้า สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
                คอตเลอร์ ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการตลาด หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยคน เครื่องมืออุปกรณ์และกระบวนการเก็บรวบรวม จำแนกแยกประเภท วิเคราะห์ประเมิน ตลอดจนการแจกจ่ายสารสนเทศที่ถูกต้องแม่นยำ ทันเวลาและตรงตามความต้องการ มีระบบย่อย ดังนี้
                1. ระบบระเบียนข้อมูลในกิจการ
                2. ระบบอัจฉริยะทางการตลาด
                3. ระบบวิจัยการตลาด
                4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด
                5. ระบบพยากรณ์ยอดขาย
หลักการตลาด
1. แนวคิดและความหมาย
                                คอตเลอร์ และอาร์มสตรอง ได้ให้นิยามว่า การตลาด หมายถึง กระบวนการทางสังคมและการจัดการที่มุ่งสนองถึงความจำเป็น และความต้องการให้กับบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ โดยอาศัยการสร้างสรรค์ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนคุณค่าและผลิตภัณฑ์ให้กับผู้อื่น
                สรุปได้ว่า ปัจจุบันองค์การธุรกิจมีการใช้ปรัชญาทางการตลาด 2 แนวทาง คือ ปรัชญาด้านการตลาดและปรัชญาด้านการตลาดเพื่อสังคม ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 3 ข้อ ดังนี้
                1. จะต้องมีการตอบสนอง และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
                2. จะต้องมีการบูรณาการและความร่วมมือของทุกฝ่ายในองค์การ
                3. จะต้องมีการมุ่งเน้นไปที่ผลสำเร็จในระยะยาว และการให้ความสำคัญกับการความจงรักภักดีของลูกค้าที่มีต่อองค์การ
 2. องค์ประกอบทางการตลาด
                2.1 การแลกเปลี่ยนทางการตลาด คือ การโยกย้าย หรือโอนสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้
                2.2 กลยุทธ์ทางการตลาด คือ การกำหนดตลาดเป้าหมาย และการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด เพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าภายใต้ตลาดเป้าหมาย
                2.3 กิจกรรมทางการตลาด  คือ ต้องกระทำเพื่อการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปสู่ลูกค้าคนสุดท้าย
                2.4 ตำแหน่งงานทางการตลาด คือ การกำหนดตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับการตลาด โดยบางตำแหน่งอาจต้องการความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
                2.5 สถาบันทางการตลาด คือ องค์การที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในกิจกรรมการตลาดเฉพาะทาง โดยองค์การเหล่านี้จะต้องเป็นผู้คอยช่วยเหลือธุรกิจด้านต่าง ๆ
3. การส่งมอบคุณค่าเพื่อลูกค้า
                3.1 การเลือกคุณค่า ในส่วนนี้ต้องทำการวิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของลูกค้า
                                3.1.1 การแบ่งส่วนตลาด คือ การตัดสินใจว่าส่วนตลาดใด คือ โอกาสในการบรรลุเป้าหมาย โดยอาจใช้เกณฑ์หลายลักษณะ เช่น เกณฑ์ภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์
                                3.1.2 การกำหนดตลาดเป้าหมาย คือ ทำการประเมินความน่าสนใจของแต่ละส่วนตลาด และเลือกตลาดที่มีโอกาสสร้างคุณค่าแก่ลูกค้ามากที่สุด
                                3.1.3 การวางตำแหน่งมูลค่าตลาด คือ การจัดตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่มีความชัดเจนมีลักษณะเฉพาะและสร้างความพึงปรารถนาภายในจิตใจของลูกค้า
                3.2 การจัดหาคุณค่า ในส่วนนี้องค์การต้องอาศัยกระบวนพัฒนาส่วนประสมการตลาดในส่วนของผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจำหน่าย
                                3.2.1 ผลิตภัณฑ์ คือ สิ่งใด ๆ ก็ตามที่เสนอให้แก่ตลาด เพื่อสร้างความสนใจ ความเป็นเจ้าของ โดยตอบสนองถึงความจำเป็นและความต้องการของลูกค้าเท่านั้น
                                3.2.2 ราคา คือ มูลค่าที่กำหนดไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือจำนวนเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์นั้น
                                3.2.3 การจัดจำหน่าย คือ การจัดกิจกรรม หรือวิธีการเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มลูกค้าในตลาดเป้าหมาย เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการแลกเปลี่ยน
                3.3 การสื่อสารคุณค่า ในส่วนนี้องค์การ ต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด ในส่วนการสื่อสารการตลาดเข้าช่วย เพื่อสื่อสารถึงข้อดีของผลิตภัณฑ์
                                3.3.1 การโฆษณา คือ ช่องทางที่ไม่ใช้บุคคล แต่ใช้สื่อโฆษณาในการแจ้งข่าวสาร
                                3.3.2 การขายโดยบุคคล คือ ช่องทางการสื่อสารซึ่งใช้พนักงานขายที่มีความรู้ในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี สามารถนำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มลูกค้าที่คาดหวังเห็นได้
                                3.3.3 การส่งเสริมการขาย คือ การใช้เครื่องมือส่งเสริมการขาย ในรูปของการลดราคา การแลกซื้อสินค้าพรีเมียม การแจกตัวอย่างสินค้า และการแถมสินค้า วิธีนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ความเกี่ยวเนื่องต่ำ
                                3.3.4 การประชาสัมพันธ์ คือ การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจอันดีกับกลุ่มลูกค้า คนกลางในชิ่งทางการจัดจำหน่าย หน่วยงานของรัฐ สถาบันทางการเงิน และบริษัทตัวแทนโฆษณา
                                3.3.5 การตลาดโดยตรง ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยอาจเลือกใช้สื่อโทรศัพท์ หรือจดหมายส่งตรงถึงลูกค้า ซึ่งทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นง่าย
                                3.3.6 การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ หรือการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร คือ การเลือกสรรเครื่องมือการสื่อสารที่เหมาะสมกับประเภทของผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนลักษณะตลาด
                                3.3.7 การสื่อสารตราสินค้า คือ การสร้างส่วนทุนตราสินค้า หรือสร้างคุณค่าของตราสินค้า ซึ่งนำไปสู่ความจงรักภักดีในตราสินค้าได้
 4. บทบาททางการตลาด
                1. ช่วยแก้ปัญหาด้านผลการดำเนินงานขององค์การที่ประสบภาวะขาดทุน โดยดำเนินโปรแกรมการตลาด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์และบริการ และอาศัยการวิจัยการตลาดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
                2. ช่วยแก้ปัญหาด้านการครอบครองส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มของการควบรวมบริษัทต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งในส่วนธุรกิจประเภทเดียวกัน
                3. ช่วยให้พนักงานที่มีพื้นฐานและประสบการณ์ทางการตลาดประสบผลสำเร็จและมีความก้าวหน้าในอาชีพในฐานะผู้บริหารระดับสูงของกิจการ
สารสนเทศทางการตลาด
1. แนวคิดและความหมาย
                สารสนเทศทางการตลาด หมายถึง สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการตลาด ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลและสารสนเทศทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ โดยใช้กิจกรรมสนับสนุนทางการตลาดทั้งในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย การตั้งราคาผลิตภัณฑ์ การตัดสินใจทางการตลาด การสื่อสารทางกาตลาด และการพยากรณ์ยอดขาย
 2. การจำแนกประเภท
                2.1 สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ ได้รับจากการปฏิบัติงานด้านการตลาด เพื่อสร้างยอดขายของธุรกิจ
                                2.1.1 สารสนเทศด้านลูกค้า
                                2.1.2 สารสนเทศด้านการขาย
                                2.1.3 สารสนเทศด้านสินค้า
                2.2 สารสนเทศเชิงบริหาร ใช้สนับสนุนงานการบริหารการตลาด และการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด
                                2.2.1 สารสนเทศด้านพัฒนา
                                2.2.2 สารสนเทศด้านการสื่อสารการตลาด
                                2.2.3 สารสนเทศด้านการตั้งราคาสินค้าหรือบริการ
                                2.2.4 สารสนเทศด้านพยากรณ์ยอดขาย
                2.3 สารสนเทศภายนอกองค์การ ได้มาจากกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อมภายนอก
                                2.3.1 สารสนเทศด้านวิจัยการตลาด
                                2.3.2 สารสนเทศด้านข่าวกรองทางการตลาด
กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
                1. ระบบระเบียนข้อมูลในกิจการ คือ ระบบการบันทึกข้อมูลพื้นฐานในองค์การซึ่งนำมาใช้กับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
                                1.1 ระบบสารสนเทศทางการขาย  คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นด้วยความมุ่งหวังที่จะทราบยอดขายของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับสารสนเทศอื่น
                                1.2 ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์  คือ ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นใช้งานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า เพื่อสนับสนุนงานบริการให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด และกลับมาซื้อสินค้าซ้ำในอนาคต
                2. ระบบอัจฉริยะทางการตลาด คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมข่าวกรองทางการตลาด ที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งและสภาพแวดล้อมทางการตลาด เพื่อนำมาตัดสินใจทางกลยุทธ์ และประเมินสถานการณ์ทางการแข่งขัน
                3. ระบบวิจัยการตลาด คือ ระบบที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้สนับสนุนด้านการวิจัยการตลาด โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการศึกษาอย่างเป็นทางการในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง
                4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด คอตเลอร์ ได้นิยามไว้ว่า การนำเอาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์มาใช้ในการเก็บข้อมูล วางระบบโดยการประสานกันของเครื่องมือทางสถิติ ตัวแบบและเทคนิคการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อช่วยให้องค์การสามารถเก็บรวบรวม เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานของการดำเนินการด้นการตลาดต่อไป
                                4.1 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ ระบบซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสภาพวัตถุดิบเป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือบริการ ที่มุ่งหวังในด้านคุณลักษณะทางกายภาพผลิตภัณฑ์
                                4.2 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านโฆษณาและส่งเสริมการขาย คือ ระบบที่ใช้สนับสนุนงานส่วนหนึ่งของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ โดยธุรกิจมักใช้วิธีการโฆษณาและส่งเสริมการขายร่วมกัน เพื่อสื่อสารถึงลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของธุรกิจ
                                4.3 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านการตั้งราคาผลิตภัณฑ์ คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนหน้าที่งานด้านการตั้งราคาผลิตภัณฑ์ โดยจำแนกเป็นการตั้งราคาปลีก ขายส่ง หรือราคาพร้อมส่วนลด ซึ่งมุ่งหวังยอดขายสูงสุด
                                4.4 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านพยากรณ์ยอดขาย คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อค้นหาโอกาสทางการตลาด และทำการพยากรณ์ศักยภาพในการทำกำไรของแต่ละโอกาสทางการตลาด เพื่อนำไปใช้สำหรับการจัดหาเงินสดในการลงทุนและดำเนินงาน โดยมีขั้นตอนการพยากรณ์ยอดขาย ดังนี้
                                ขั้นตอนที่ 1 ทำการวัดอุปสงค์ของตลาด
                                ขั้นตอนที่ 2 ทำการพยากรณ์ศักยภาพของตลาด
                                ขั้นตอนที่ 3 ทำการกำหนดอุปสงค์ของบริษัท
                                ขั้นตอนที่ 4 ทำการคัดเลือกระดับความพยายามทางการตลาด
                                ขั้นตอนที่ 5 ทำการพยากรณ์ยอดขาย
เทคโนโลยีทางการตลาด
                1. โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการตลาด คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ประเภทหนึ่งที่วางขายอยู่ในตลาดซอฟต์แวร์ ถูกพัฒนาขึ้นใช้เฉพาะกับงานด้านการตลาด และจำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูล เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
                                1.1 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการขาย ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบการขายและรับชำระเงิน
                                1.2 โปรแกรมจัดการลูกค้าสัมพันธ์  คือโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่นำมาซึ่งการสร้างความสัมพันธ์เชิงธุรกิจกับลูกค้าในระยะยาว วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับองค์การ
                                1.3 โปรแกรมบริหารการขนส่ง คือ การจัดการขนส่งเพื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ถึงมือลูกค้า
                2. นวัตกรรมด้านร้านค้าปลีก  ปัจจุบันมีการจัดร้านค้าปลีกรูปแบบใหม่โดยมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเลือกซื้อสินค้า การตรวจสอบและรับชำระค่าสินค้า ซึ่งเป็นการลดกระบวนการซื้อและลดระยะเวลาการรอคอย
                3. หน่วยขายอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายของพนักงานขาย โดยอยู่ในรูปแบบของการใช้มือถือเคลื่อนที่ที่สามารถใช้เข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลของบริษัทได้
                4. การใช้งานอินทราเน็ต โดยใช้ในการควบคุมและติดต่อประสานงานในส่วนกิจกรรมขาย นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อของลูกค้า ข้อมูลการจัดส่งสินค้าและรับชำระเงินตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขายผ่านอินทราเน็ตด้วย
                5. การใช้งานอินเทอร์เน็ต ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าบนเว็บ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ณ ที่บ้าน หรือสำนักงานของลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานขาย
                                5.1 การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการนำเสนอสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าด้วยระบบดิจิทัลและยังเพิ่มเปอร์เซ็นต์การขายผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์ปกติ
                                5.2 การสื่อสารการตลาด สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากด้วยวิธีการง่าย ๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสาร เพื่อใช้ส่งข่าวสารต่อลูกค้าในเชิงโต้ตอบ
                                5.3 การโฆษณาออนไลน์ เพื่อโฆษณาและขายผลิตภัณฑ์ ผลดี คือ ช่วยลดค่าใช้จ่าย
                                5.4 การอีเมล มีการรับส่งข่าวสารที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ
                                5.5 ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแหล่งรวมของผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขาย มีจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกัน
                                5.6 การพาณิชย์แบบเคลื่อนที่ เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบส่งเสริมการขายของธุรกิจ ที่พกพาอุปกรณ์สื่อสารเข้ามา ณ บริเวณใกล้เคียงกับสำนักงานของบริษัท
                                5.7 การพาณิชย์แบบร่วมมือ ทันสมัยที่สุด และเปิดโอกาสให้หลายกิจกรรมทำงานร่วมกันแบบออนไลน์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ก่อให้เกิดรายได้
                6. การทำเหมืองข้อมูลทางการตลาด การทำโกดังข้อมูลร่วมกับสารสนเทศทางการตลาด จะช่วยสร้างชุดเครื่องมือปรับการปฏิบัติการดีเลิศ สำหรับงานด้านการขายและการตลาด สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้ธุรกิจ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้แก่ธุรกิจ

อ้างอิง : รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์สารสนเทศทางธุรกิจ

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่ 6


แบบฝึกหัดบทที่6
1. จงอธิบายเป้าหมายการผลิตทั้งในส่วนของธุรกิจและองค์การคู่ค้า
ตอบ  เป็นการสร้างมูลค่าให้กับการแปรรูปปัจจัยการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ส่งตรงถึงผู้บริโภค และมีส่วนผลผลักดันให้การดำเนินงานด้านการตลาดเป็นไปอย่างราบรื่น ตอบสนองเป้าหมาย

2. จงยกตัวอย่างการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้กับงานด้านการผลิต
ตอบ        1 ระบบการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ 
                2 ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์
               3 ระบบสารสนเทศด้านการควบคุมคุณภาพบนเว็บ 
               4 ระบบสารสนเทศด้านบริหารโครงการบนเว็บ 
               5 ระบบสารสนเทศด้านจัดตารางการทำงานของลูกจ้างบนเว็บ 
               6 ระบบสารสนเทศด้านจัดการโกดังสินค้าบนเว็บ 

3. การดำเนินธุรกิจผลิตสินค้า และธุรกิจบริการมีการจัดการผลิตต่างกันอย่างไร
ตอบ  ด้านธุรกิจผลิตสินค้า จะนำวัตถุดิบมาผ่านการบวนการผลิต แล้วกลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ส่วนธุรกิจการบริการเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค

4. ธุรกิจมีการใช้ระบบสารสนเทศด้านการวางแผนการผลิตอย่างไร
ตอบ   การจัดสรรทรัพยากรการผลิตและการจัดตารางการผลิต

5. ระบบสารสนเทศทางการผลิตมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันในแต่ละระบบย่อยอย่างไร
ตอบ  ระบบสารสนเทศทางการผลิต ต้องอาศัยข้อมูลและสารสนเทศทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ ซึ่งใช้สนับสนุนกิจกรรมทางการผลิตทั้งในเชิงปฏิบัติการและเชิงบริหาร เพื่อเน้นถึงผลงานด้านการบริหารงานและการควบคุมการผลิต

6. เพราะเหตุใดจึงต้องมีการออกแบบกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับคำสั่งซื้อของลูกค้า
ตอบ  เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพของผลผลิต อีกทั้งตอบสนองกลยุทธ์ความพึงพอใจของลูกค้าในระยะยาว

7. การจัดการโลจิสติกส์ทางการผลิต มุ่งเน้นถึงการจัดการงานส่วนใดบ้าง
ตอบ  เน้นถึงประสิทธิผลการไหลของสินค้า การจัดเก็บสินค้า การบริการ และสารสนเทศที่เกี่ยวข้องตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงจุดบริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

8. ปัจจุบันการจัดการโซ่อุปทาน ถูกนำมาทดแทนการจัดการโลจิสติกส์ได้หรือไม่
ตอบ  ได้ เพราะการจัดการโซ่อุปทานจะเกี่ยวข้องกับด้านโลจิสติกส์ทั้งภายในและภายนอกองค์การเข้าด้วยกัน

9. จงยกตัวอย่างการใช้สารสนเทศจากภายนอกองค์การ
ตอบ ระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลผ่านทางเครือข่ายส่วนตัว หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จะใช้รับส่งข้อมูลและเอกสารที่ใช้อยู่เป็นประจำ และส่งผ่านจากระบบคอมพิวเตอร์ขององค์การไปยังคอมพิวเตอร์ขององค์การคู่ค้า

10. จงยกตัวอย่างธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีทางการผลิตที่ท่านพบเห็นในประเทศไทย
ตอบ   บริษัท โตโยต้า  ที่ใช้ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี

อ้างอิง : รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์สารสนเทศทางธุรกิจ

สรุปบทที่ 6


สรุปบทที่ 6
ระบบสารสนเทศทางการผลิต
แนวคิดและความหมาย
                O’brien  ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการผลิต หมายถึง ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนหน้าที่งานด้านการผลิตและดำเนินงาน ตลอดตนกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการวางแผน การควบคุมกระบวนการผลิตและการจัดระบบการผลิตของธุรกิจ โดยจำเป็นจะต้องมีการประมวลผลธุรกรรมด้านการผลิตและดำเนินงาน
                Laudon and Laudon  ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการผลิต หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการผลิตสินค้าหรือบริการ เช่น การวางแผนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการผลิตในส่วนของการจัดหา การจัดเก็บ และการดำรงวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งสามารถจำแนกระบบย่อยออกเป็น 3 ประเภท คือ
                ประเภทที่ 1 ระบบในกลยุทธ์ มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการผลิตในระยะยาว
                ประเภทที่ 2 ระบบในระดับบริหารหรือกลวิธี มีความเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และติดตามดูแลต้นทุนและทรัพยากรการผลิต
                ประเภทที่ 3 ระบบในระดับปฏิบัติการ มีความเกี่ยวข้องกับงานขั้นพื้นฐานของการผลิต
การจัดการการผลิตและดำเนินงาน
                การผลิตและดำเนินงาน คือ กิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้โซ่คุณค่าขององค์การ ซึ่งถือเป็นกระบวนการการสร้างมูลค่าให้กับการแปรรูปปัจจัยการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่า ส่งตรงถึงมือลูกค้าหรือบริโภค และมีส่วนผลักดันให้การดำเนินงานด้านการตลาด อีกทั้งยังมีการตอบสนองเป้าหมายสำคัญทางการผลิต
1. แนวคิดและความหมาย
                การผลิตและดำเนินงาน คือ การนำทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งด้านแรงงาน เงินทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี วิธีการ วัตถุดิบ ความต้องการของตลาด การจัดการและเวลา ซึ่งรวมเรียกว่า ปัจจัยการผลิต
                กระบวนการผลิต คือ กิจกรรมการแปรรูป และเพิ่มมูลค่าให้กับปัจจัยการผลิต เพื่อเข้าสู่รูปแบบของสินค้าหรือบริการซึ่งพร้อมส่งมอบให้ลูกค้า และในแต่ละกระบวนการผลิตจะประกอบด้วยกระบวนการผลิตย่อยหลายกระบวนการ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์
                จากทั้ง 2 ความหมาย กระบวนการผลิต เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและดำเนินงาน เพราะปัจจัยการผลิต คือ สิ่งรับเข้า กระบวนการผลิต คือ การประมวลผล และผลิตภัณฑ์ คือ สิ่งส่งออก ซึ่งสื่อถึงความหมายของกระบวนการผลิต
2. วิวัฒนาการผลิต
                ในระยะเริ่มต้น ธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินการผลิตบนพื้นฐานการผลิตเก็บเป็นสินค้าคงคลัง ซึ่งมีจุดเน้นด้านการผลิตสินค้าปริมาณมากและขายสินค้าผ่านเครือข่ายของช่องทางการตลาดหลากหลานรูปแบบ ในเวลาต่อมาจึงได้เปลี่ยนวิธีการผลิตโดยนำแนวคิดของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีมาใช้ และใช้วิธีการผลิตแบบตามคำสั่ง หรือวิธีการประกอบสินค้าตามคำสั่ง เพื่อรองรับงานด้านการเปลี่ยนแปลงคำสั่งผลิตจากลูกค้าที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
3. กลยุทธ์การผลิตและดำเนินงาน
กลยุทธ์ที่ 1 การผลิตเก็บเป็นสินค้าคงคลัง เพื่อเก็บสินค้าคงคลังที่พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าทันที เหมาะกับการผลิตสินค้ามาตรฐานที่มีการผลิตในปริมาณมาก ธุรกิจจะต้องมีการพยากรณ์การขายได้อย่างแม่นยำ
                กลยุทธ์ที่ 2 การผลิตตามคำสั่ง เป็นการผลิตตามความต้องการของลูกค้าโดยผลิตเป็นล็อตในปริมาณน้อย และมีความยืดหยุ่นสูงในการปฏิบัติหน้าที่
                กลยุทธ์ที่ 3 การประกอบสินค้าตามคำสั่ง เป็นการประกอบชิ้นส่วนมาตรฐานตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในคำสั่งซื้อของลูกค้า และนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน
4.หน้าที่ทางการผลิตและดำเนินงาน
                จัดแบ่งหน้าที่เป็น 2 ด้าน คือ หน้าที่ด้านการผลิต ซึ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าในสินค้าหรือบริการของธุรกิจเป็นหลัก และอีกหน้าที่หนึ่ง คือ หน้าที่ด้านโรงงาน ซึ่งเน้นความสามารถด้านการรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจัดแบ่งหน้าที่การผลิตได้ ดังนี้
                4.1 การวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยหาคำตอบว่าจะผลิตอะไร จำนวนเท่าไร ผลิตอย่างไร
                4.2 การออกแบบกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้กระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการผลิตภัณฑ์ของลูกค้า
                4.3 การวางแผนทำเลที่ตั้งโรงงาน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการผลิตในส่วนลดต้นทุน กานขนส่ง และการรักษาคุณภาพของวัสดุ
                4.4. การวางแผนการผลิตและดำเนินงาน เพื่อระบุวันผลิตและส่งมอบสินค้า
                4.5 การจัดการวัสดุและสินค้าคงเหลือ โดยเลือกระบบการจัดการวัสดุและสินค้าคงเหลือที่ดี มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการจัดการงานระหว่างทำ
                4.6 การควบคุมคุณภาพสินค้า ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้
                4.7 การลดต้นทุนการผลิต โดยทำการค้นหาวิธีการ หรือแนวคิดใด ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของการลดต้นทุนการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีผลต่อธุรกิจ
                4.8 การขจัดความสูญเปล่า โดยจะต้องออกแบบและดำเนินการตามาตรการที่จะลดความสูญเปล่าในโรงงานหรือในการดำเนินงานของธุรกิจ เช่น การลดระดับสินค้าคงคลังหรือวัสดุคงคลัง
                4.9 ความปลอดภัยในโรงงาน โดยสร้างระบบรักษาความปลอดภัยในโรงงาน ซึ่งสามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้ เช่น ISO 14000 และ ISO 18000 เป็นต้น
                4.10 การเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต โดยการแสวงหาวิธีการเพิ่มผลผลิตในโรงงาน รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจใช้วิธีการขจัดความสูญเปล่าเข้าช่วย
                4.11 การบำรุงรักษา โดยมีการบำรุงรักษาการแปรรูปผลผลิตให้คงไว้
                4.12 การประสานงานกับหน่วยงานอื่น เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การ ปัจจุบัน ได้มีการนำแนวคิดด้านการจัดการโซ่อุปทานมาใช้ เพื่อธุรกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
5. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์
ฐาปนา บุญหล้า ได้นิยามความหมายของ การจัดการโซ่อุปทานและการจัดการโลจิสติกส์ ไว้ดังนี้
การจัดการโซ่อุปทาน หมายถึง การกำหนดกระบวนการบูรณาการด้านการวางแผน การจัดหา การผลิต การจัดส่ง และการคืนสินค้า โดนเริ่มตั้งแต่ผู้ขายทุกระดับจนถึงผู้ซื้อทุกระดับ ตลอดจนวางแผนแนวทางด้านกลยุทธ์การปฏิบัติการขององค์การ
                การจัดการโลจิสติกส์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน คือ การวางแผน การปฏิบัติการและการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นประสิทธิผลการไหลของสินค้า การจัดเก็บสินค้า การบริการและสารสนเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
6. ระบบการผลิตยุคใหม่
6.1 ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี คือ แนวคิดทางการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นของระบบการผลิตแบบโตโยต้า หลักสำคัญ คือ ผลิตในจำนวนเท่าที่ต้องการและมีการควบคุมสินค้าคงเหลือให้เหลือน้อยที่สุด โครงสร้างของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี มีดังนี้
6.1.1 กรรมวิธีการผลิต 3 ประการ คือ
                                                1. การปรับเรียบการผลิต คือ การผลิตเป็นล็อตเล็ก ๆ
                                                2. การออกแบบวิธีการและเครื่องมือการผลิต
                                                3.สร้างมาตรฐานงาน และควบคุมให้เสร็จตามเวลามาตรฐาน ณ รอบการผลิตหนึ่ง
            6.1.2 ระบบข้อมูลผลิต มีการนำแผ่นป้ายกำบังมาใช้สำหรับการสื่อสาร ระหว่างหน้าที่งานภายในโรงงาน ดังนั้น ทุก ๆ กระบวนการผลิตจึงใช้อัตราความเร็วของงานเท่ากันและใช้ระบบดึง คือ หน่วยงานหลังดึงชิ้นงานจากหน่วยงานหน้าเพื่อนำมาประกอบต่อ ส่วนหน่วยงานหน้าจะผลิตชิ้นส่วนทดแทนในจำนวนเท่ากับจำนวนชิ้นงานที่ถูกดึงไป ในส่วนผลที่ได้รับในการประยุกต์ใช้ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี คือ การเพิ่มคุณภาพสินค้าและลดของเสียระหว่างการผลิตให้น้อยลง
6.2 ระบบการผลิตแบบลีน เป็นระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ทำให้เกิดมาตรฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง และมุ่งขจัดความสูญเปล่า ทั้งด้านคุณภาพ ราคา การจัดส่งสินค้าและการบริการแก่ลูกค้า นิพนธ์ บัวแก้ว ได้ระบุหลักการของลีน 5ข้อ ดังนี้
                                6.2.1 การระบุคุณค่าของสินค้าและบริการ โดยอาจใช้วิธีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ของธุรกิจกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งภายใต้มุมมองของลูกค้า
                                6.2.2 การแสดงสายธารคุณค่า โดยมีการจัดทำผังแห่งคุณค่าซึ่งระบุถึงกิจกรรมที่ต้องทำ
                                6.2.3 การทำให้เกิดการไหลของคุณค่าอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นที่จะให้สายการผลิตสามารถปฏิบัติงานได้อย่างสม่ำเสมอ โดยปราศจากอุปสรรคขัดขวาง โดยใช้หลักการไหลของงานอย่างต่อเนื่อง
                                6.2.4 การให้ลูกค้าเป็นผู้ดึงคุณค่าจากกระบวนการ คือ จะทำการผลิตก่อต่อเมื่อลูกค้าเกิดความต้องการสินค้านั้น และในปริมาณที่ลูกค้าต้องการ
                                6.2.5 การสร้างคุณค่า และกำจัดความสูญเปล่าอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นด้านการเพิ่มคุณค่าให้สินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนค้นพบความสูญเปล่าและขจัดให้หมดไป
สารสนเทศทางการผลิต
1. แนวคิดและความหมาย
สารสนเทศทางการผลิต คือ สารสนเทศที่ได้รับจากการประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการผลิต ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลและสารสนเทศทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ โดยมีการใช้สารสนเทศเหล่านี้สนับสนุนกิจกรรมทางการผลิต ทั้งในเชิงปฏิบัติการและเชิงบริหาร
2. การจำแนกประเภท
2.1 สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ คือ สารสนเทศที่ได้จากการดำเนินการผลิต
2.1.1 สารสนเทศด้านการดำเนินการผลิต
2.1.2 สารสนเทศด้านควบคุมคุณภาพ
2.1.3 สารสนเทศด้านการแก้ปัญหา
2.2 สารสนเทศเชิงบริหาร คือ สารสนเทศที่ใช้สนับสนุนการวางแผนและจัดการผลิต
2.2.1 สารสนเทศด้านการออกแบบการผลิต
2.2.2 สารสนเทศด้านการวางแผนการผลิต
2.2.3 สารสนเทศด้านการจัดการโลจิสติกส์
2.2.4 สารสนเทศด้านการควบคุมการผลิต
2.3 สารสนเทศภายนอกองค์การ คือ สารสนเทศที่ได้จากกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภายนอกองค์การ
2.3.1 สารสนเทศด้านผู้ขายวัสดุ
2.3.2 สารสนเทศด้านผู้ขนส่งวัสดุ
กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
1. ระบบออกแบบการผลิต คือ ระบบที่มุ่งเน้นถึงหน้าที่ด้านการออกแบบในส่วนของผลิตภัณฑ์และระบบการผลิต
1.1 การออกแบบผลิตภัณฑ์ คือ การกำหนดรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนของการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้า และพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการชองลูกค้า
1.2 การออกแบบระบบการผลิต มุ่งเน้นถึงการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณค่าของผลผลิต เพื่อการสนองตอบกลยุทธ์ด้านความพึงพอใจของลูกค้าในระยะยาว
2. ระบบวางแผนการผลิต
              2.1 การวางแผนการผลิตรวม คือ การวางแผนอัตราการผลิต ปริมาณแรงงาน และการจัดเก็บคลังสินค้า โดยพิจารณาจากอุปสงค์ หรือความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งหากเป็นแผนการผลิตรวมของธุรกิจบริการมักเรียกว่า แผนพนักงาน
2.2. การจัดตารางการผลิต เป็นการวางแผนระยะสั้นที่สอดคล้องกับแผนการผลิตรวม โดยคำนึงถึงการใช้กำลังการผลิตอย่างคุ้มค่าภายใต้ข้อจำกัดในการผลิต ซึ่ทำให้ธุรกิจทราบถึงปริมาณงานการผลิตในแต่ละสัปดาห์
2.3 การวางแผนความต้องการวัสดุ คือ การจัดการวัสดุคงคลัง ที่ความต้องการวัสดุนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการวัสดุอื่นที่มีความเกี่ยวข้อง รวมทั้งตารางการขนส่งวัตถุดิบ
2.4 การวางแผนทรัพยากรการผลิต โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง เช่น วัสดุ แรงงาน และค่าใช้จ่ายโรงงาน
3. ระบบจัดการโลจิสติกส์
3.1 โลจิสติกส์ขาเข้า คือ องค์การผู้ซื้อวัสดุและองค์การผู้ขายวัสดุ ซึ่งใช้สนับสนุนกิจกรรมภายในโซ่คุณค่าขององค์การในส่วนต่าง ๆ ดังนี้
3.1.1 การจัดหาวัสดุ
3.1.2 การตรวจรับวัสดุ
3.1.3 การควบคุมวัสดุ
3.2 การจัดการสินค้าคงเหลือ คือ การกำหนดถึงปริมาณของสินค้าคงเหลือ อาจอยู่ในลักษณะของวัสดุหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ชิ้นส่วนการผลิต งานระหว่างทำ ตลอดจนสินค้าสำเร็จรูป
                4. ระบบดำเนินงานการผลิต มุ่งเน้นถึงการผลิตามกระบวนการผลิตและตามแผนการผลิตในส่วนต่าง ๆ ที่วางไว้ นอกจากนี้ ระบบดำเนินการผลิตในปัจจุบัน ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหลากหลายรูปแบบ สำหรับช่วยสนับสนุนกิจกรรมของระบบการดำเนินการผลิตในส่วนต่าง ๆ เช่น การคอมพิวเตอร์ช่วยผลิต การผลิตแบบผสมผสานด้วยคอมพิวเตอร์ และการผลิตแบบยืดหยุ่น
5. ระบบควบคุมการผลิต จะเน้นถึงการควบคุมให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยใช้สารสนเทศทางการผลิตบางส่วน เช่น คำสั่งซื้อของลูกค้า รวมทั้งสถานภาพทางการผลิตของแต่ละสถานีการผลิต เพื่อตรวจสอบดูความก้าวหน้าของการผลิตให้เป็นไปตามแผนมากที่สุด
5.1 การควบคุมปฏิบัติการการผลิต
5.2 การควบคุมคุณภาพ                                
                5.3 การควบคุมต้นทุน 
5.4 การบำรุงรักษา 
เทคโนโลยีทางการผลิต
                1. โปรแกรมสำเร็จรูปทางการผลิต (Manufacturing Software) คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นใช้เฉพาะกับงานด้านการประมวลผลสารสนเทศทางการผลิตและจำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ แบ่งได้ 5ประเภท ดังนี้
                                1.1 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านจัดการโลจิสติกส์ คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ซึ่งอำนวยความสะดวกต่อการจัดทำกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ เช่น การบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การคลังวัสดุ การคลังสินค้า การบริการลูกค้า เป็นต้น
                                1.2 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านควบคุมสินค้าคงเหลือ คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ ซึ่งอำนวยความสะดวกด้านการควบคุมสินค้าคงเหลือ ที่มีการประยุกต์ใช้ตัวแบบสินค้าคงเหลือโดยอัตโนมัติ ด้วยต้นทุนการจัดหาซอฟต์แวร์ที่ต่ำ อีกทั้งมีการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบนเว็บ
                                1.3 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านวางแผนความต้องการวัสดุ คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ ซึ่งอำนวยความสะดวกต่อการวางแผนด้านการจัดหาชิ้นส่วน วัสดุและส่วนประกอบย่อยของเครื่องจักร โดยมีการพัฒนาเป็นระบบงานคอมพิวเตอร์
                                1.4 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านวางแผนทรัพยากรการผลิต คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาจากโปรแกรมสำเร็จรูปด้านวางแผนความต้องการวัสดุ มีฟังก์ชั่นสนับสนุนการทำงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำเสนอข้อมูลต้นทุนของชิ้นส่วนการผลิต รวมทั้งรายงานกระแสเงินสดจ่ายสำหรับชิ้นส่วนการผลิตนั้น
                                1.5 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการผลิตแบบทันเวลาพอดี คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์จากผู้ขายซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ เช่น บริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตแบบสั่งทำปริมาณมาก และกระบวนการผลิตตามคำสั่ง มุ่งเน้นเป้าหมายในด้านลดการสูญเสียทรัพยากรการผลิตให้น้อยที่สุด
2. การใช้หุ่นยนต์ อาจมีการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยงานด้านการกระจายและการจัดการวัสดุในโกดังสินค้าขนาดใหญ่ หรือมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยงานด้านการนำออกวัสดุและชิ้นส่วนจากหน่วยเก็บสินค้าในเวลาที่ต้องการ ส่วนในประเทศญี่ปุ่น อาจมีการใช้ระบบอาคารอัจฉริยะในโรงงานอุตสาหกรรม
                3. การใช้รหัสแท่ง (Barcode) คือ สัญลักษณ์ที่อยู่ในรูปของแท่ง ซึ่งประกอบด้วยรหัสแท่ง คือ แท่งที่มีสีเข้มและช่องว่างที่มีสีอ่อน แท่งเหล่านี้จะเป็นตัวแทนของตัวเลขหรือตัวอักษรและสามารถอ่านข้อมูลที่เก็บในรหัสแท่งด้วยเครื่องกราดตรวจ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล ซึ่งโดยปกติแล้วธุรกิจมักจะนำแท่งมาใช้ร่วมกับงานขายสินค้า งานตัดยอดสินค้าคงเหลือและงานสั่งซื้อสินค้าเพิ่ม
                4. การใช้อินเทอร์เน็ต
                                4.1 ระบบการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ มีตัวอย่างของระบบบนเว็บที่ใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์จักรยาน โดยมีการรวมตัวของกลุ่มทีมงานโปรเจ็กต์ลิงก์ เพื่อประยุกต์ใช้ระบบจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
                                4.2 ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่ใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ขาเข้า โดยการใช้เทคโนโลยีเสียงและเครื่องกราดตรวจร่วมกับระบบสื่อสารแบบไร้สาย เพื่อสนับสนุนงานด้านการตรวจรับวัสดุจากผู้ขาย
                                4.3 ระบบสารสนเทศด้านการควบคุมคุณภาพบนเว็บ พัฒนาขึ้นโดยผู้ขายซอฟต์แวร์ สำหรับการคำนวณผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน โดยใช้เครื่องรับรู้จดบันทึกข้อมูลในระบบ ซึ่งอาจมีการแปลความหายข้อมูลโดยระบบผู้เชี่ยวชาญบนเว็บ ตลอดจนให้คำแนะนำพิเศษด้านปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ
                                4.4 ระบบสารสนเทศด้านบริหารโครงการบนเว็บ มักใช้เครื่องมือเพื่อช่วยควบคุมโครงการ เช่นแผนภาพเพิร์ท และผังซีพีเอ็ม มุ่งเน้นที่การปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรและการตัดสินใจ การใช้ซอฟต์แวร์พิเศษเพื่อประมาณการต้นทุน
                                4.5 ระบบสารสนเทศด้านจัดตารางการทำงานของลูกจ้างบนเว็บ สำนักงานดีโปต์ ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อช่วยงานด้านการวางแผนและจัดตารางการผลิต ในส่วนการจัดสรรแรงงาน เพื่อประโยชน์ด้านการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
                                4.6 ระบบสารสนเทศด้านจัดการโกดังสินค้าบนเว็บ บริษัท เซอร์แมน ไฟน์ เพเพอร์ ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกกระดาษคุณภาพสูง ได้พัฒนาระบบสารสนเทศด้านจัดการโกดังสินค้าเพื่อปรับการพยากรณ์การผลิต และปรับกระบวนการจัดการสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น
                5. การออกแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer – Aided Design : CAD) หรือแคด” คือ ระบบที่ช่วยสนับสนุนการอกกแบบทางวิศวกรรมของส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ กระบวนการออกแบบจะคำนึงถึงความคิดเห็นของลูกค้ามากขึ้น มีการใช้แคดเพื่อสร้างแบบจำลองผลิตภัณฑ์ และทำการทดลองประสิทธิภาพของแบบจำลองนั้น                
6. การผลิตใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer – Aided Manufacturing : CAM) หรือแคม” คือ ระบบควบคุมและกระชับ กระบวนกรผลิตอัตโนมัติ โดยมักใช้ทำงานร่วมกับแคด และมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยติดตามดูแลและควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงาน
                7. ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น (Flexible Manufacturing System : FMS) คือ ระบบที่รองรับการเปลี่ยนแปลงคำสั่งการผลิตของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดเวลาการเปลี่ยนสายการผลิต ที่ส่งผลให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของตลาดและการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว
                8. การผลิตแบบผสมผสานด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer – Integrated Manufacturing : CIM) หรือ ซิม คือ ระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมโยงส่วนประกอบของกระบวนการผลิตเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นเป้าหมายในด้านการเชื่อมต่อกระบวนการผลิตกับการประมวลผลคำสั่ง การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการขนส่ง
                9. ระบบบูรณาการทางการผลิต มักช่วยสนับสนุนกิจกรรมที่หลากหลายทางการผลิต โดยมีการบูรณาการกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มีความง่ายต่อการใช้งาน และยังมีความเป็นอัตโนมัติ ซึ่งมุ่งเน้นถึงการผลิตสินค้าที่หลากหลาย
                10. ระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange : EDI)เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลทั้งในส่วนของตัวอักษร ภาพ เสียง วีดีโอ โปรแกรมหรือโทรสาร ผ่านทางเครือข่ายส่วนตัว หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ได้

อ้างอิง : รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์สารสนเทศทางธุรกิจ